แฟนไอติม Häagen-Dazs มีไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงเดือนก.พ. ลองแวะชิมไอติมรสใหม่ รสโมจิญี่ปุ่น 0 20

น่าอิจฉา คนญี่ปุ่น ซะจริงๆ  Häagen-Daz มีรสชาติใหม่ ๆ ออกมาให้ชิมกันเรื่อย ๆ ที่ญี่ปุ่น Häagen-Dazs มี รสชาติที่ประเทศไทยไม่มีอยู่หลายรสทีเดียวหละ และล่าสุด Häagen-Dazs  ก็เอาใจคนญี่ปุ่นสุด ๆ ด้วยการออกรสชาติญี่ปุ๊น… ญี่ปุ่น นั่นก็คือ ไอศกรีมโมจิ

Häagen-Dazs ครั้งนี้เอาใจคนญี่ปุ่นสุด ๆ ด้วยการใช้วัตถุดิบดั้งเดิมของญี่ปุ่น อย่างแป้งโมจิ มาเป็นส่วนผสม เมื่อไอศกรีมหวานเย็น มาเจอแป้งโมจิเหนียวๆ นุ่ม ๆ จริง ๆ ไอติมโมจิ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนักหรอก เพราะที่ญี่ป่นเองก็มี Yukimi Daifuku ไอติมโมจิ ตั้งแต่ปี 1981 และ ส่วนในเมืองไทย ไอติมโมจิ ก็มีขายอยู่ตามห้าง หลายที่ แต่ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ Häagen-Dazs ใส่ส่วนผสมที่เป็นแป้งโมจิ เป็นครั้งแรก มันก็เลยน่าสนใจ สำหรับแฟนๆ Häagen-Dazs

Häagen-Dazs จะออก 2 รสใหม่นี้ มีรส แป้งถั่วเหลือง และน้ำตาลทรายแดง (kinako kuromitsu) และรส ถั่ววอลนัต กับซีอิ้วหวาน (mitarashi kurumi) เผื่อใครสงสัย ภายในถ้วยไอติม ก็จแบ่งสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นไอติม ส่วนอีกฝั่งก็จะเป็นโมจิเหนียวหนึบหนับ ที่เข้ากับไอติมได้เป็นอย่างดี ใครไปญี่ปุ่นเดือนกุมภาพันธ์ วันที่ 24 ก.พ. เป็นต้นไป ก็ไปลองด้อม ๆ มอง ๆ หามาชิมดูตามร้านสะดวกซื้อทั้งหลายในประเทศญี่ปุ่น แต่ต้องรีบหน่อย เพราะออกมาแบบ limited edition  ไม่รู้ว่า Häagen-Dazs  Thailand จะมีออกรสชาติ ไอติมไทย ๆ กับเขาบ้างหรือเปล่านะ ?

ที่มา : RocketNews

Previous ArticleNext Article
ชนเผ่าสุขนิยม ชอบตระเวณกินร้านอาหาร เที่ยวไปเรื่อย ลองหากิจกรรมทำได้ตลอด และชอบที่จะแชร์ประสบการณ์ที่ได้ไปสัมผัสมา

แนะนำ 5 ร้านอาหารเด็ดในญี่ปุ่น ที่ชวนแวะชิม เมื่อถึงโตเกียว 0 1

ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก จุดหมายคือเมือง โตเกียวก็ลองแวะไปชิม 5 ร้านอาหารเด็ดห้ามพลาด ที่เลือกแนะนำมาให้ไม่ซ้ำกัน ทั้งซูชิ, หมูทอด​ (ทงตัตสึ), ราเม็ง, ปิ้งย่าง และขนมชีสทาร์ต ที่เป็นร้านดัง บางที่อาจจะต้องรอคิวสักหน่อยนะ ชอบสไตล์ไหนก็เลือกตามที่ชอบกันได้เลย

1.  Midori Sushi

ขึ้นชื่อเรื่องซูชิ เป็นของดีของเด็ดที่โตเกียวเลยก็ว่าได้ หากใครที่บอกว่า เรานี่แหละซูชิเลิฟเวอร์ ร้าน Midori Shushi ไม่ควรพลาดไปลิ้มรสเด็ดขาด คุณจะได้สัมผัสกับความสดของแต่ละเมนูที่ชวนให้คุณเคี้ยวไปฟินไป จนอดพูดคำว่า “โออิชิ” ตลอดไม่ได้เลย ส่วนเรื่องราคาก็สมน้ำสมเนื้อสมราคาเพราะของเขาอร่อยจริงๆ โดยเริ่มต้นที่ราคา 450 เยน หรือประมาณ 130 บาท

● ปักหมุด: ตั้งอยู่ที่ห้าง Mark City ชั้น 4 >> แผนที่

● สถานี Shibuya

● เปิดบริการ : 11.00-21.00 น.

2. Isomaru Suisan

สำหรับร้านนี้ก็ห้ามพลาดเช่นกัน โดดเด่นในเรื่องอาหารประเภทปิ้งๆ ย่างๆ นี่แหละ โดยเฉพาะอาหารทะเลขอบอกว่า ฟินมากสดจริงๆ แต่ขอโทษที่ถ่ายให้ดูไม่ทันหันมาอีกที อ้าวเจ้าเพื่อนตัวดีโซ้ยเกือบหมดสะแล้ว เหลือไว้ให้เรากินอย่างละอันเอง ส่วนเมนูที่มาแล้วอยากให้ลองสั่งคือกระดองมันปูนี่แหละ มันอร่อยมากจริงๆ กินคู่กับข้าวญี่ปุ่นที่เขาปั้นมาเสิร์ฟ ทาซอสไปที่ข้าวปั้นรูปทรงสามเหลี่ยมจากนั้นปิ้งๆ ข้าวให้พอมีความสีน้ำตาลได้กลิ่นหอมๆ กินพร้อมกระดองมันปูคุณเอ้ยอร่อยจนน้ำตาซึม ปราบปลื้มรสชาติแห่งความสุขเป็นแบบนี้นี่เอง ส่วนราคาก็เบาๆ เริ่มต้นที่ 399 เยน ประมาณ 120 บาท

● ปักหมุด : ตั้งอยู่ตลาด Ameyoko >> แผนที่

● สถานี Ueno

● เปิดบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

3. Hidakaya Ramen

ขึ้นชื่อเรื่องราเมนแต่มาครั้งนี้เราไม่ได้กินราเมนหรอก เนื่องจากบอกตรงๆ เลยว่าเบื่อราเมนเพราะมีให้ลองกินเยอะมาก เลยขอกินของทอดของโปรดอย่างเกี๊ยวซ่า และไก่คาราเกะ อร่อยสมชื่อ เกี๊ยวซ่าแป้งบางๆ กรอบนอกนุ่มใน ไส้ไม่เยอะมากนะกำลังพอดีปากเลย จะจิ้มโซยุหรือไม่จิ้มก็กินฟินทั้งคู่ ส่วนราคาก็เบาๆ แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ตราคาจะถูกลงเริ่มต้นประมาณเซ็ตละ 1,050 เยน หรือ ประมาณ 320 บาท

● ปักหมุด >> แผนที่

● สถานี Shinjuku

● เปิดบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

4. Katuraku

ตอนที่ไปร้านนี้คนเยอะอยู่เหมือนกัน แต่รอไม่นานประมาณ 15 นาทีก็ได้เข้าร้านแล้ว มาที่นี่ต้องสั่งข้าวหมูทอดถึงจะถูกต้อง รสชาติอร่อยดีนะกลมกล่อม หมูชุบแป้งทอดไว้กรอบนอกในนุ่ม ไม่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันทำให้กินได้หลายๆ ชิ้นไม่เลี่ยน แต่ถ้าเกิดความเลี่ยนขึ้นมาก็มีไชเท้าดองไว้ให้เช่นกัน ส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นเมนูเซ็ตโดยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 1,300 เย็นหรือ 350 บาท

● ปักหมุด ห้าง DiverCity Tokyo Plaza ชั้น 6 >> แผนที่

● สถานี Odaiba หรือ Tokyo Teleport

● เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-23.00 น.

5. Pablo Cheese Tart

ถึงบ้านเราจะมีเข้ามาแล้วแต่รับรองว่าความฟินต่างกัน สำหรับชีสทาร์ตเนื้อเด้งดึ๋งนี้ คือกินที่เมืองไทยก็อร่อยแหละ แต่การได้กินที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่า บรรยากาศได้กว่า บางเมนูที่เมืองไทยยังไม่มีด้วยได้ลิ้มรสก่อนคนอื่นๆ มันดีตรงนี้ ที่สำคัญราคาถูกกว่าที่เมืองไทยด้วยถึงจะไม่มากแต่ก็รู้สึกดีที่ได้กิน Plabo ในราคาที่ถูกลงแล้วไม่ต้องไปต่อแถวยาวๆ ด้วย โดยราคาเริ่มต้นประมาณ 185 เยน หรือ 55 บาท

● ปักหมุด >> แผนที่

● สถานี  JR Shinjuku

● เปิดบริการทุกวัน 10.00-21.00 น.

จบเที่ยวญี่ปุ่นทริปนี้ได้น้ำหนักขึ้นแน่ๆ แต่หาได้แคร์ไม่ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องกินให้สุดหยุดเรื่องการลดไขมันไปก่อน เพื่อนๆ ที่มีแพลนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นเร็วๆ นี้ก็อย่าลืมตามไปลองชิมให้ครบทุกร้านด้วยนะ

ใครเห็นแล้วอยากตามรอย 5 ร้านอาหารเด็ดที่โตเกียว ยังไม่มีตั๋ว และที่พัก ก็ขอแนะนำ เช็คตั๋วเครื่องบิน และที่พัก ง่าย สะดวก มีส่วนลด ได้ที่ Traveloka มีบริการทั้งบนเว็บไซต์ และแอพพลิเคชัน ลองคลิกไปที่ www.traveloka.com/th-th/flight-to-japan หน้าจอตั๋วก็ไม่ยุ่งยาก เลือกจุดหมายปลายทาง วันเดินทาง จำนวนผู้โดยสาร และยังสามารถเลือกชั้นโดยสารได้อีกด้วย จะเป็นชั้นประหยัด หรือชั้นธุรกิจ ยังเฟิร์สคลาส ของที่ Traveloka ราคาเป็นตามหน้าเว็บเลย เห็นเท่าไหร่จ่ายแค่นั้นเลย รวมภาษี รวมค่าบริการ และค่าธรรมเนียมทุกอย่างแล้ว ไม่มีหมกเม็ด และใช้บัตรเครดิต ก็ไม่มีชาร์จเพิ่ม ส่วนใครสะดวกชำระด้วยการโอนเงิน หรือใช้อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง ก็ได้เช่นกัน

ส่วนการจองที่พักกับ Traveloka ขั้นตอนการจองก็ง่ายเช่นกัน คลิกเข้าไปที่ ลิ้งค์นี้ เขาได้รวบรวมที่พักโตเกียวไว้ให้เลือกเพียบเลย ชอบสไตล์ไหนก็ลองกดเข้าไปดูได้ มีทั้งรูปภาพที่พักและรีวิวจากเพื่อนๆ ที่เคยไปพักมาแล้วให้เราได้ตัดสินใจก่อนจองด้วย เมื่อทำการจองที่พักและตั๋วเครื่องบินเสร็จแล้วก็สบายใจ เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเตรียมตัวบินไปญี่ปุ่น ตามเราไปกิน 5 ร้านทีเด็ดที่โตเกียวได้เลย

ลองทำ ทาร์ตมันม่วง ขนมชื่อดังจากโอกินาว่า ด้วยวัตถุดิบจากร้านสะดวกซื้อ 0 11

ทาร์ตมันม่วง

คราวที่แล้วทำ ข้าวแกงกะหรี่วาฬยิ้มสู้ ด้วยการดัดแปลงจาก ข้าวแกงกะหรี่ทงคัทสึมันม่วงไปแล้ว เรามาต่อด้วย การดัดแปลงวัตถุดิบจาก Family Mart ให้เป็นขนมสไตล์โอกินาว่า กันบ้างดีกว่าแม้ยังไม่เคยไป โอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น เลยสักครั้งในชีวิต แต่จากที่ค้นกูเกิลดู ขนมที่นิยมซื้อกลับเป็นของฝาก ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากมันม่วง และที่นิยมกันมากก็คือ “ทาร์ตมันม่วง” นั่นเอง ช่วงนี้ Family Mart เขาขายสินค้ามันม่วง ที่ได้แรงบันดาลใจจากหมู่เก่าโอกินาว่า ก็เลยลองเอา วัตถุดิบจากใน Family Mart นี่แหละ มาดัดแปลงมาทำเป็น ทาร์ตมันม่วง ลองดูสิ ทำแล้ว ออกมาจะอร่อยแค่ไหน แล้วหน้าตามันจะเหมือนของที่เขาขายไหมน้อ…

เทียบ ทาร์ตมันม่วง ของแท้จากญี่ปุ่น กับที่ลองทำเอง

ทาร์ตมันม่วง

วัตถุดิบ ทาร์ตมันม่วง

1. มันม่วงต้มขิง Fami 5 ถ้วย ได้มันประมาณ 320 กรัม
2. ขนมปังแซนด์วิชมันม่วง Fami 1 ซอง
3. น้ำตาล 20 กรัม
4. ไข่ไก่ 2 ฟอง
5. เนยเค็ม 35 กรัม
6. เกลือ
7. วิปปิ้งครีม 35 กรัม
8. มะพร้าวแห้งขูด (โรยหน้า)
9. ผงอบเชย

วัตถุดิบ ตั้งแต่ข้อ 1- 6 มีขายที่ Family Mart

ขั้นตอนการทำ ทาร์ตมันม่วง

ขั้นตอนการทำก็ไม่ยากอะไรมาก เพราะเราไม่ต้องไปนึ่งมันแล้ว เพราะใช้มันม่วงต้มขิง แกะกล่องมาใช้แทน ส่วนน้ำตาลมีลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง เพราะมันต้มขิง หวานอยู่แล้ว

1. เราใช้ทางลัด ไม่ต้องทำแป้งทาร์ต ใช้ขนมปังมันม่วงที่ซื้อสำเร็จมากนี่แหละ ง่ายดี เอา
ขนมปัง มาตัดให้พอดีกับพิมพ์ทำขนม อันนี้ใช้พิมพ์ 2 แบบ กดขนมปังให้แนบไปกับพิมพ์ ให้ขนมปังแบนติดพิมพ์ไปเลย

2. เรียบร้อยแล้วก็ตัดขอบให้สวยงาม แต่อย่าชิดมากนัก เพราะขนมปังจะหดอีกเล็กน้อย เอาเข้าเตาอบ แต่พอดีไม่มีเตาอบ เลยใช้เตาลมร้อนแทน อบประมาณ 15 นาที ก็จะได้ตัวฐาน ที่แห้งกรอบ

3. ระหว่างรออบขนมปัง ก็มาปั่นมันม่วง กับเครื่องปั่น ให้เนื้อเนียน แต่จากที่ลองทำแล้ว มันเนียนไม่เนียนเท่าใช้มันบี้ผ่านตะแกรง ดังนั้นใครจะเอามันบี้ผ่านตะแกรงเลยก็ได้


4. เอามันที่ปั่นแล้ว เข้าเวฟ ให้ร้อน
5. ใส่เนย และน้ำตาลขณะที่มันยังร้อนอยู่ เพื่อให้ส่วนผสมละลายเข้ากันได้ดี น้ำตาลไม่ได้ใส่เยอะเพราะมันมันหวานอยู่แล้ว

6. ตอกไข่เฉพาะไข่แดงไป 1 ฟองครึ่ง (อีกครึ่งฟองให้เก็บไว้ เดี๋ยวใช้ต่อ)

7. ใส่วิปปิ้งครีมลงไป คนให้เข้ากัน พักส่วนของไส้มันม่วงไว้ให้เย็น

8. ใส่ผงอบเชย เกลือ อันนี้ตามชอบเลย อบเชยเพิ่มความหอมของขนม


9. พอดีตอนทำ เนื้อมันไม่เนียน ได้คำแนะนำจากพี่สาวว่า ให้บดผ่านตะแกรง เนื้อเนียนนุ่มขึ้นเป็นกองเลย

10. ใส่ไส้ลงไปในถุงพลาสติก ที่สวมหัวบีบแล้ว
11. บรรจงบีบไส้ ลงฐานขนมปังกรอบที่เราอบไว้


12. นำไข่แดงที่เหลืองผสมน้ำเล็กน้อย อย่าให้ไข่แดงข้นมาก (นี่ไม่รู้ตอนแรก ขนมเลยดูดีไหม้หน่อย)


13. เอาไปอบอีกรอบ ไม่ต้องนานมากนัก
14. ทาน้ำผึ้งที่อุ่นให้ร้อนที่บริเวณหน้ามัน
15. โรยมะพร้าวขูด

หมายเหตุ  : ของญี่ปุ่นแท้ดั้งเดิม เขาจะไม่มีส่วนผสมของมะพร้าว แต่นี่ได้ไอเดีย จากที่ได้ลองชิม แซนด์วิชมันม่วงมะพร้าวอ่อน ของ Family Mart แล้วติดใจ รู้สึกกว่ามะพร้าวมันเข้ากันกับ รสชาติมันหวานได้ดี เลยเอามาประยุกต์เข้าไป ให้ถูกปากคนไทยอย่างเราๆ มากขึ้น

16. เรียบร้อยแล้ว หน้าตาก็จะออกมาประมาณนี้ ทำมาสองแบบเลย แบบทรงยาวรี กับทรงถ้วย หน้าตาพอสู้กับ ของต้นฉบับเขาได้ไหมหละ

พอดีลองทำครั้งแรก ก็เลยมีการลองผิดลองถูก ซึ่งได้ข้อสรุปอย่างแรกเลยก็คือ มันที่สุกแล้ว เอามาบดกับตะแกรงตั้งแต่แรกเลยก็ดี ไม่ต้องไปปั่น เพราะจะได้เนื้อสัมผัสเนียมกว่า และใครอยากให้หน้าสีม่วงสวย เหมือนของที่ขายที่โอกินาว่า ก็ไม่ต้องทาไข่แดง และน้ำผึ้งก็ได้ บีบเสร็จก็ทานได้เลย ส่วนอบเชย ใครไม่มีไม่ต้องใส่ก็ได้ เพราะสูตรนี้ มันหอมกลิ่นขิง อยู่แล้ว

สุดท้ายก็เอาให้ที่บ้านชิม ทุกคน ก็บอกว่า อร่อย หอม หวาน มัน จากรสมัน มีกลิ่นหอมของขิงกับอบเชย ความมัน ก็มาจากเนย นม ไข่ ที่เพิ่มเติมคือกลิ่นมะพร้าวที่เสริมทั้งรส เสริมทั้งกลิ่น

ทาร์ตมันม่วง เป็นเมนูทำได้สนุกๆ วัตถุดิบก็หาไม่ยาก เพราะซื้อเอาจากร้านสะดวกซื้อ ที่เป็นทางลัด ลดขั้นตอนยุ่งยาก อย่างการทำแป้งทาร์ต และไม่ต้องเสียเวลานึ่งมัน เอาไว้เป็นเมนู ให้คนที่รัก ที่ชอบได้ทานกัน  #อย่าให้คำว่าสิ้นเดือนมาบงการเมนูอาหารของเรา #EndMonthAtFamilyMart