เมื่อช่วงหลังสงกรานต์ปีนี้ ทาง คิงเพาเวอร์ รางน้ำ ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยย้ายสินค้าบางส่วน เปิดเป็น Pop up Store ที่โรงแรม Pullman มาพักใหญ่ และล่าสุด ทางคิงพาวเวอร์ ก็เปิดบริการ สาขารางน้ำอีกครั้งเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา การปิดปรับปรุงไป 5-6 เดือน มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง T.E.E. ขออาสาพาไปชมกัน ตั้งแต่ชั้นล่าง จนถึงชั้นสาม เลย ขอบอกว่า สวย ทันสมัย หรูหรา ของกินของช้อป เยอะไม่แพ้ ห้างดังเลยนะ

โฉมใหม่ คิงเพาเวอร์ รางน้ำ

คิงพาวเวอร์ ปิด ดิวตี้ฟรี King Power สาขารางน้ำไปตั้งแต่ วันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่ เพื่อให้ทันสมัย มีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ใช่แค่เป็น ห้างขายของปลอดภาษีแล้ว แต่กลายเป็น ห้างไลฟ์สไตล์มอลล์ ที่มีทั้ง ร้านค้าแบรนด์เนม, สินค้าปลอดภาษี, Thai Taste Hubs แหล่งร้านอาหารไทยชื่อดัง มารวมไว้ที่นี่หมด เรียกว่าไม่แพ้ห้างหรู แถวราชดำริ ราชประสงค์ ยันสุขุมวิทเลย ทางคิงพาวเวอร์ ก็เปิดบริการหลังปรับปรุงใหญ่ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังเพียงแค่เป็น Soft Opening ส่วนเปิดอย่างเป็นทางการ ก็จะเป็นช่วงเดือน พ.ย. – ธ.ค. นู่นเลย

ใครที่กำลังมีแผนเดินทางไปตปท แล้วอยากรู้ว่า King Power สาขารางน้ำ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามมาชมกันได้เลย T.E.E. พาไปชมกัน ตอนนี้เอาไปแบบ sample ก่อน ขอเวลาไปจัดเรียงรูปก่อน เพราะมันเยอะมากจริงๆ ถ่ายตรงไหนก็สวยไปหมด

ภายนอก การจอดรถ

คิงเพาเวอร์ รางน้ำ

สำหรับภายนอก ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงนัก โดมกระจกอันเป็นเอกลักษณ์ของสาขานี้ก็ยังอยู่ น้ำพุ มีการเปลี่ยนเป็นแบบใหม่ ส่วนการจอดรถนั้น ยังเปลี่ยนไม่เต็มพื้นที่ ต้องวนไปจอดทาง โรงแรม Pullman อยู่ อาจจะวกวนหน่อย ถามรปภ. เอาได้เลย อีกอย่างก็คือ ช่วงที่ไปนั้น ลิฟต์ยังอยู่ในระหว่างซ่อมบำรุง ยังไม่เปิดให้บริการ ใครพา ผู้ใหญ่ไปเดิน ก็อาจจะต้องใช้บันได แต่ก็ไม่สูงมากนัก

ชั้นล่าง

ชั้นล่างนี้ ภายในมีการตกแต่งใหม่ทั้งหมด สวยงาม อลังการเว่อร์วัง อย่างกับห้างเมืองนอกเลยทีเดียว เน้นสีขาวสะอาดตา ผสมกับสีดำ สลับกับสีทอง ดูแพงเข้าไปอีก พื้นที่ชั้นล่างจะเป็นโซนหลัก 3 โซน

1. โซนบริการลูกค้า ย้ายมาจากชั้น 2
2. โซนแบรนด์หรู
3. โซนเลาจ์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เข้ามาที่ชั้นล่างนี้ ต้องเรียกว่าแทบจะจำ เค้าเดิมของ ดิวตี้ฟรีแห่งนี้ไม่ได้เลย เพราะตกแต่งใหม่ เลิศหรูอลังการ ดาวล้านดวง ส่วนของชอปของแบรนด์หรูนั้น ส่วนใหญ่ยังไม่เรียบร้อยดี มีเพียงบางร้านเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ส่วนใหญ่จะวางเป็น เคาเตอร์หน้าร้านไปก่อน ใครจะชอปแว่นตากันแดด ก็ชั้นนี้ได้เลย ถ้าไม่ได้ชอป แว่น ก็ตรงขึ้นไปชั้น 2 ก่อนดีกว่า

ชั้นสอง

ชั้นนี้เป็น ชั้นช้อปปิง สินค้าดิวตี้ฟรี ปลอดภาษี ทั้งหลายจะรวมกันอยู่ตรงนี้ แบ่งเป็น 4 โซน คือ

1. โซนเลาจ์ลูกค้าคิงเพาเวอร์
2. โซนนาฬิกา
3. โซนกีฬา
4. โซนเครื่องสำอางค์ และน้ำหอม

ชั้น 2 นี้เปิดบริการเกือบเต็มรูปแบบแล้ว ขึ้นบันไดเลื่อนมา ก็จะเจอกับโซนนาฬิกาแบรนด์ดัง นาฬิกาจากสวิสเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และอื่น ๆ รวมอยู่โซนหน้าที่เป็น วงกลม ใครไม่ชอปนาฬิกา ก็เดินไปต่อ

จะเจอกับโซนสินค้ากีฬาแฟชั่น และ สปอร์ตแกดเจ็ต (sport gadget)

ใครมองหา นาฬิกาสำหรับออกกำลังกาย Fitbit, Garmin, Sunnto, Polar มีอยู่ตรงนี้ รวมไปถึงหูฟัง ลำโพงต่างๆ สินค้าป้ายฟ้า ซื้อกลับไปใช้ที่บ้านได้เลย

ส่วนโซนกีฬาแฟชั่น ก็จะมี Nike, Adidas, Onizuka Tiger ยังอยู่ครบและมีแบรนด์ใหม่อย่าง Under Armor

จะเจอโซนเครื่องสำอางค์ และน้ำหอม โซนนี้ ปรับเปลี่ยนใหม่ สถานที่ใหญ่กว่าเดิมทีเดียว การจัดวางสินค้า ก็สวยงามกว่าเดิม ที่เป็นชั้นวางสินค้าเฉย ๆ แต่ขอบอกว่า คนเยอะมาก ๆ สินค้าที่ขายก็เยอะมากๆ เช่นกัน ตาลายกันเลยทีเดียว

ยังไม่หมด ยังมีโซน Tech & Gadgets

พวกกล้อง, Go Pro, สมาร์ทโฟน, ไอโฟน, ไอแพด, อุปกรณ์เสริมอย่าง เคสไอโฟน, เคสไอแพด และหูฟังลำโพง ก็ย้ายมาอยู่บริเวณนี้ เป็นสินค้าป้ายฟ้าเช่นกัน แต่ราคาก็ไม่ถูกกว่าข้างนอก รอไว้ใช้สิทธิ์ HBD คงดีที่สุดสำหรับพวกกล้อง

ชั้นสาม

สำหรับชั้นนี้ เป็นชั้นสำหรับ นักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างแท้ทรู เพราะมีทั้ง ศูนย์อาหาร Thai Hubs ที่รวมร้านอร่อยทั่วไทย มาไว้ทีเดียว ซึ่งมาแทนห้องอาหารรามยณะเดิม, สินค้าสไตล์ไทยๆ ซื้อกลับบ้านเป็นที่ระลึก และ ร้านอาหาร รวมไปถึงโรงละครอักษรา และมีส่วนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เลาจ์บริการสมาชิก หายไปไหน ?

สำหรับ King Power Lounge นั้น ยังอยู่ชั้น 2 เหมือนเดิม แต่ย้ายตำแหน่ง และเราจะเดินตรงๆ จากชั้น 2 ไปไม่ได้ เพราะติดส่วนที่ยังปรับปรุงไม่เสร็จ ดังนั้น จะเดินเข้าเลาจ์ ต้องใช้บันไดเลื่อน จากชั้น 1 ขึ้นไป หรือลิฟต์ ส่วนด้านหน้า เพื่อไปยังเลาจ์

คร่าวๆ แค่นี้ก่อน ไว้ขอเวลา แนะนำทุกชั้นอย่างละเอียดอีกที

ปิดโหมดสีเทา