เผยความลับที่ซ่อนอยู่ภายในพาสปอร์ตแคนาดา หลังส่องด้วยไฟแบล็คไลท์ 0 1

หนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ต (passport) หนังสือเล่มเล็ก  ๆ แต่มีความสำคัญสำหรับนักเดินทาง ไปต่างประเทศ เพราะเป็นเอกสารที่ใช้ยืนยันตัวตนของผู้เดินทาง และนักท่องเที่ยว และจะถูกใช้ทุกครั้งที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง พาสปอร์ต ของแต่ละประเทศ ก็จะมีสีเล่ม และตราสัญลักษณ์ที่ด้านหน้าแตกต่างกัน แต่โดยรวม ๆ แล้ว รูปเล่มขนาด จะใกล้เคียงกัน

เมื่อรูปเล่ม และขนาดใกล้เคียงเหมือนๆ กันทั่วโลก เพราะเป็นมาตราฐานสากล (มั้ง) ทางกองหนังสือเดินทาง ประเทศแคนาดา ก็จึงซ่อนความหวือหวา ไว้ภายในเล่มแทน และซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็นง่าย ๆ ซะด้วย จนกว่าเราจะเปิดไฟแบล็คไลท์ (black light) หรือ UV light ไฟที่ใช้ตรวจแบงค์ปลอมนั่นแหละ ก็จะเห็น ความสวยงาาม เจิดจรัส ที่ซ่อนอยู่ อย่างเล่น พลุในยามค่ำคืน , พระอาทิตย์, รุ้ง, ใบเมเปิล และเข็มทิศ สำหรับการล่องเรือ

แต่เดี๋ยวก่อน ไอ้การใส่สีสัน เมื่อต้องไฟ black light นี้ ไม่ได้เพื่อความสุนทรีย์ อะไรหรอกนะ แต่เพื่อป้องกันการปลอมแปลงต่างหากหละ เวลาออกแบบนั้น นักออกแบบ ต้องออกแบบ หมึกชนิดพิเศษ แล้วบรรจงวาดรูปลงไปในต้นแบบ ทางกาองหนังสือเดินทางแคนนาดา คิดค้นการใช้หมึกพิเศษ เมื่อต้องแสง UV นี้เพื่อให้ยากต่อการปลอมแปลง และประเทศแคนาดา เป็นประเทศแรก ที่เริ่มใช้การพิมพ์แบบพิเศษ ที่เรียกว่า  four-color invisible fluorescent printing กับพาสปอร์ต ซึ่งการพิมพ์แบบนี้ จะมีการลงหมึกโปรงใส มองไม่เห็นในแสงธรรมชาติ แต่จะสะท้อนให้เห็นเมื่อต้องแสง UV หรือ black light

แม้จะเป็นการจัดทำพาสปอร์ต แบบพิเศษนี้ เพื่อการป้องกันการปลอมแปลง แต่ก็ถือว่าเป็นการคิดค้น เชิงสร้างสรรค์ และสร้างสีสัน ให้กับพาสปอร์ต หนังสือเดินทางเล่มเล็ก  ๆ ที่แสนน่าเบื่อได้มากที่เดียว ใครมีเพื่อนเป็นชาวแคนาดา ลองหยิบมาส่องไฟ blacklight กันดู ส่วนพาสปอร์ตไทย มีความลับซ่อนอะไรอยู่บ้างนะ ใครรู้บ้าง  ?

ที่มา : Mashable, รูปจาก Flickrimgur

Previous ArticleNext Article
ชนเผ่าสุขนิยม ชอบตระเวณกินร้านอาหาร เที่ยวไปเรื่อย ลองหากิจกรรมทำได้ตลอด และชอบที่จะแชร์ประสบการณ์ที่ได้ไปสัมผัสมา

แนะนำ 5 ร้านอาหารเด็ดในญี่ปุ่น ที่ชวนแวะชิม เมื่อถึงโตเกียว 0 1

ใครไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก จุดหมายคือเมือง โตเกียวก็ลองแวะไปชิม 5 ร้านอาหารเด็ดห้ามพลาด ที่เลือกแนะนำมาให้ไม่ซ้ำกัน ทั้งซูชิ, หมูทอด​ (ทงตัตสึ), ราเม็ง, ปิ้งย่าง และขนมชีสทาร์ต ที่เป็นร้านดัง บางที่อาจจะต้องรอคิวสักหน่อยนะ ชอบสไตล์ไหนก็เลือกตามที่ชอบกันได้เลย

1.  Midori Sushi

ขึ้นชื่อเรื่องซูชิ เป็นของดีของเด็ดที่โตเกียวเลยก็ว่าได้ หากใครที่บอกว่า เรานี่แหละซูชิเลิฟเวอร์ ร้าน Midori Shushi ไม่ควรพลาดไปลิ้มรสเด็ดขาด คุณจะได้สัมผัสกับความสดของแต่ละเมนูที่ชวนให้คุณเคี้ยวไปฟินไป จนอดพูดคำว่า “โออิชิ” ตลอดไม่ได้เลย ส่วนเรื่องราคาก็สมน้ำสมเนื้อสมราคาเพราะของเขาอร่อยจริงๆ โดยเริ่มต้นที่ราคา 450 เยน หรือประมาณ 130 บาท

● ปักหมุด: ตั้งอยู่ที่ห้าง Mark City ชั้น 4 >> แผนที่

● สถานี Shibuya

● เปิดบริการ : 11.00-21.00 น.

2. Isomaru Suisan

สำหรับร้านนี้ก็ห้ามพลาดเช่นกัน โดดเด่นในเรื่องอาหารประเภทปิ้งๆ ย่างๆ นี่แหละ โดยเฉพาะอาหารทะเลขอบอกว่า ฟินมากสดจริงๆ แต่ขอโทษที่ถ่ายให้ดูไม่ทันหันมาอีกที อ้าวเจ้าเพื่อนตัวดีโซ้ยเกือบหมดสะแล้ว เหลือไว้ให้เรากินอย่างละอันเอง ส่วนเมนูที่มาแล้วอยากให้ลองสั่งคือกระดองมันปูนี่แหละ มันอร่อยมากจริงๆ กินคู่กับข้าวญี่ปุ่นที่เขาปั้นมาเสิร์ฟ ทาซอสไปที่ข้าวปั้นรูปทรงสามเหลี่ยมจากนั้นปิ้งๆ ข้าวให้พอมีความสีน้ำตาลได้กลิ่นหอมๆ กินพร้อมกระดองมันปูคุณเอ้ยอร่อยจนน้ำตาซึม ปราบปลื้มรสชาติแห่งความสุขเป็นแบบนี้นี่เอง ส่วนราคาก็เบาๆ เริ่มต้นที่ 399 เยน ประมาณ 120 บาท

● ปักหมุด : ตั้งอยู่ตลาด Ameyoko >> แผนที่

● สถานี Ueno

● เปิดบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

3. Hidakaya Ramen

ขึ้นชื่อเรื่องราเมนแต่มาครั้งนี้เราไม่ได้กินราเมนหรอก เนื่องจากบอกตรงๆ เลยว่าเบื่อราเมนเพราะมีให้ลองกินเยอะมาก เลยขอกินของทอดของโปรดอย่างเกี๊ยวซ่า และไก่คาราเกะ อร่อยสมชื่อ เกี๊ยวซ่าแป้งบางๆ กรอบนอกนุ่มใน ไส้ไม่เยอะมากนะกำลังพอดีปากเลย จะจิ้มโซยุหรือไม่จิ้มก็กินฟินทั้งคู่ ส่วนราคาก็เบาๆ แต่ถ้าสั่งเป็นเซ็ตราคาจะถูกลงเริ่มต้นประมาณเซ็ตละ 1,050 เยน หรือ ประมาณ 320 บาท

● ปักหมุด >> แผนที่

● สถานี Shinjuku

● เปิดบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

4. Katuraku

ตอนที่ไปร้านนี้คนเยอะอยู่เหมือนกัน แต่รอไม่นานประมาณ 15 นาทีก็ได้เข้าร้านแล้ว มาที่นี่ต้องสั่งข้าวหมูทอดถึงจะถูกต้อง รสชาติอร่อยดีนะกลมกล่อม หมูชุบแป้งทอดไว้กรอบนอกในนุ่ม ไม่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันทำให้กินได้หลายๆ ชิ้นไม่เลี่ยน แต่ถ้าเกิดความเลี่ยนขึ้นมาก็มีไชเท้าดองไว้ให้เช่นกัน ส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นเมนูเซ็ตโดยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 1,300 เย็นหรือ 350 บาท

● ปักหมุด ห้าง DiverCity Tokyo Plaza ชั้น 6 >> แผนที่

● สถานี Odaiba หรือ Tokyo Teleport

● เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-23.00 น.

5. Pablo Cheese Tart

ถึงบ้านเราจะมีเข้ามาแล้วแต่รับรองว่าความฟินต่างกัน สำหรับชีสทาร์ตเนื้อเด้งดึ๋งนี้ คือกินที่เมืองไทยก็อร่อยแหละ แต่การได้กินที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่า บรรยากาศได้กว่า บางเมนูที่เมืองไทยยังไม่มีด้วยได้ลิ้มรสก่อนคนอื่นๆ มันดีตรงนี้ ที่สำคัญราคาถูกกว่าที่เมืองไทยด้วยถึงจะไม่มากแต่ก็รู้สึกดีที่ได้กิน Plabo ในราคาที่ถูกลงแล้วไม่ต้องไปต่อแถวยาวๆ ด้วย โดยราคาเริ่มต้นประมาณ 185 เยน หรือ 55 บาท

● ปักหมุด >> แผนที่

● สถานี  JR Shinjuku

● เปิดบริการทุกวัน 10.00-21.00 น.

จบเที่ยวญี่ปุ่นทริปนี้ได้น้ำหนักขึ้นแน่ๆ แต่หาได้แคร์ไม่ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องกินให้สุดหยุดเรื่องการลดไขมันไปก่อน เพื่อนๆ ที่มีแพลนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นเร็วๆ นี้ก็อย่าลืมตามไปลองชิมให้ครบทุกร้านด้วยนะ

ใครเห็นแล้วอยากตามรอย 5 ร้านอาหารเด็ดที่โตเกียว ยังไม่มีตั๋ว และที่พัก ก็ขอแนะนำ เช็คตั๋วเครื่องบิน และที่พัก ง่าย สะดวก มีส่วนลด ได้ที่ Traveloka มีบริการทั้งบนเว็บไซต์ และแอพพลิเคชัน ลองคลิกไปที่ www.traveloka.com/th-th/flight-to-japan หน้าจอตั๋วก็ไม่ยุ่งยาก เลือกจุดหมายปลายทาง วันเดินทาง จำนวนผู้โดยสาร และยังสามารถเลือกชั้นโดยสารได้อีกด้วย จะเป็นชั้นประหยัด หรือชั้นธุรกิจ ยังเฟิร์สคลาส ของที่ Traveloka ราคาเป็นตามหน้าเว็บเลย เห็นเท่าไหร่จ่ายแค่นั้นเลย รวมภาษี รวมค่าบริการ และค่าธรรมเนียมทุกอย่างแล้ว ไม่มีหมกเม็ด และใช้บัตรเครดิต ก็ไม่มีชาร์จเพิ่ม ส่วนใครสะดวกชำระด้วยการโอนเงิน หรือใช้อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง ก็ได้เช่นกัน

ส่วนการจองที่พักกับ Traveloka ขั้นตอนการจองก็ง่ายเช่นกัน คลิกเข้าไปที่ ลิ้งค์นี้ เขาได้รวบรวมที่พักโตเกียวไว้ให้เลือกเพียบเลย ชอบสไตล์ไหนก็ลองกดเข้าไปดูได้ มีทั้งรูปภาพที่พักและรีวิวจากเพื่อนๆ ที่เคยไปพักมาแล้วให้เราได้ตัดสินใจก่อนจองด้วย เมื่อทำการจองที่พักและตั๋วเครื่องบินเสร็จแล้วก็สบายใจ เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเตรียมตัวบินไปญี่ปุ่น ตามเราไปกิน 5 ร้านทีเด็ดที่โตเกียวได้เลย

พาเดิน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ โฉมใหม่ หลังปิดปรับปรุง สวยงามไม่แพ้ห้างหรู 0 2

คิงเพาเวอร์ รางน้ำ

เมื่อช่วงหลังสงกรานต์ปีนี้ ทาง คิงเพาเวอร์ รางน้ำ ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยย้ายสินค้าบางส่วน เปิดเป็น Pop up Store ที่โรงแรม Pullman มาพักใหญ่ และล่าสุด ทางคิงพาวเวอร์ ก็เปิดบริการ สาขารางน้ำอีกครั้งเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา การปิดปรับปรุงไป 5-6 เดือน มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง T.E.E. ขออาสาพาไปชมกัน ตั้งแต่ชั้นล่าง จนถึงชั้นสาม เลย ขอบอกว่า สวย ทันสมัย หรูหรา ของกินของช้อป เยอะไม่แพ้ ห้างดังเลยนะ

โฉมใหม่ คิงเพาเวอร์ รางน้ำ

คิงพาวเวอร์ ปิด ดิวตี้ฟรี King Power สาขารางน้ำไปตั้งแต่ วันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่ เพื่อให้ทันสมัย มีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ใช่แค่เป็น ห้างขายของปลอดภาษีแล้ว แต่กลายเป็น ห้างไลฟ์สไตล์มอลล์ ที่มีทั้ง ร้านค้าแบรนด์เนม, สินค้าปลอดภาษี, Thai Taste Hubs แหล่งร้านอาหารไทยชื่อดัง มารวมไว้ที่นี่หมด เรียกว่าไม่แพ้ห้างหรู แถวราชดำริ ราชประสงค์ ยันสุขุมวิทเลย ทางคิงพาวเวอร์ ก็เปิดบริการหลังปรับปรุงใหญ่ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังเพียงแค่เป็น Soft Opening ส่วนเปิดอย่างเป็นทางการ ก็จะเป็นช่วงเดือน พ.ย. – ธ.ค. นู่นเลย

ใครที่กำลังมีแผนเดินทางไปตปท แล้วอยากรู้ว่า King Power สาขารางน้ำ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามมาชมกันได้เลย T.E.E. พาไปชมกัน ตอนนี้เอาไปแบบ sample ก่อน ขอเวลาไปจัดเรียงรูปก่อน เพราะมันเยอะมากจริงๆ ถ่ายตรงไหนก็สวยไปหมด

ภายนอก การจอดรถ

คิงเพาเวอร์ รางน้ำ

สำหรับภายนอก ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงนัก โดมกระจกอันเป็นเอกลักษณ์ของสาขานี้ก็ยังอยู่ น้ำพุ มีการเปลี่ยนเป็นแบบใหม่ ส่วนการจอดรถนั้น ยังเปลี่ยนไม่เต็มพื้นที่ ต้องวนไปจอดทาง โรงแรม Pullman อยู่ อาจจะวกวนหน่อย ถามรปภ. เอาได้เลย อีกอย่างก็คือ ช่วงที่ไปนั้น ลิฟต์ยังอยู่ในระหว่างซ่อมบำรุง ยังไม่เปิดให้บริการ ใครพา ผู้ใหญ่ไปเดิน ก็อาจจะต้องใช้บันได แต่ก็ไม่สูงมากนัก

ชั้นล่าง

ชั้นล่างนี้ ภายในมีการตกแต่งใหม่ทั้งหมด สวยงาม อลังการเว่อร์วัง อย่างกับห้างเมืองนอกเลยทีเดียว เน้นสีขาวสะอาดตา ผสมกับสีดำ สลับกับสีทอง ดูแพงเข้าไปอีก พื้นที่ชั้นล่างจะเป็นโซนหลัก 3 โซน

1. โซนบริการลูกค้า ย้ายมาจากชั้น 2
2. โซนแบรนด์หรู
3. โซนเลาจ์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เข้ามาที่ชั้นล่างนี้ ต้องเรียกว่าแทบจะจำ เค้าเดิมของ ดิวตี้ฟรีแห่งนี้ไม่ได้เลย เพราะตกแต่งใหม่ เลิศหรูอลังการ ดาวล้านดวง ส่วนของชอปของแบรนด์หรูนั้น ส่วนใหญ่ยังไม่เรียบร้อยดี มีเพียงบางร้านเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ส่วนใหญ่จะวางเป็น เคาเตอร์หน้าร้านไปก่อน ใครจะชอปแว่นตากันแดด ก็ชั้นนี้ได้เลย ถ้าไม่ได้ชอป แว่น ก็ตรงขึ้นไปชั้น 2 ก่อนดีกว่า

ชั้นสอง

ชั้นนี้เป็น ชั้นช้อปปิง สินค้าดิวตี้ฟรี ปลอดภาษี ทั้งหลายจะรวมกันอยู่ตรงนี้ แบ่งเป็น 4 โซน คือ

1. โซนเลาจ์ลูกค้าคิงเพาเวอร์
2. โซนนาฬิกา
3. โซนกีฬา
4. โซนเครื่องสำอางค์ และน้ำหอม

ชั้น 2 นี้เปิดบริการเกือบเต็มรูปแบบแล้ว ขึ้นบันไดเลื่อนมา ก็จะเจอกับโซนนาฬิกาแบรนด์ดัง นาฬิกาจากสวิสเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และอื่น ๆ รวมอยู่โซนหน้าที่เป็น วงกลม ใครไม่ชอปนาฬิกา ก็เดินไปต่อ

จะเจอกับโซนสินค้ากีฬาแฟชั่น และ สปอร์ตแกดเจ็ต (sport gadget)

ใครมองหา นาฬิกาสำหรับออกกำลังกาย Fitbit, Garmin, Sunnto, Polar มีอยู่ตรงนี้ รวมไปถึงหูฟัง ลำโพงต่างๆ สินค้าป้ายฟ้า ซื้อกลับไปใช้ที่บ้านได้เลย

ส่วนโซนกีฬาแฟชั่น ก็จะมี Nike, Adidas, Onizuka Tiger ยังอยู่ครบและมีแบรนด์ใหม่อย่าง Under Armor

จะเจอโซนเครื่องสำอางค์ และน้ำหอม โซนนี้ ปรับเปลี่ยนใหม่ สถานที่ใหญ่กว่าเดิมทีเดียว การจัดวางสินค้า ก็สวยงามกว่าเดิม ที่เป็นชั้นวางสินค้าเฉย ๆ แต่ขอบอกว่า คนเยอะมาก ๆ สินค้าที่ขายก็เยอะมากๆ เช่นกัน ตาลายกันเลยทีเดียว

ยังไม่หมด ยังมีโซน Tech & Gadgets

พวกกล้อง, Go Pro, สมาร์ทโฟน, ไอโฟน, ไอแพด, อุปกรณ์เสริมอย่าง เคสไอโฟน, เคสไอแพด และหูฟังลำโพง ก็ย้ายมาอยู่บริเวณนี้ เป็นสินค้าป้ายฟ้าเช่นกัน แต่ราคาก็ไม่ถูกกว่าข้างนอก รอไว้ใช้สิทธิ์ HBD คงดีที่สุดสำหรับพวกกล้อง

ชั้นสาม

สำหรับชั้นนี้ เป็นชั้นสำหรับ นักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างแท้ทรู เพราะมีทั้ง ศูนย์อาหาร Thai Hubs ที่รวมร้านอร่อยทั่วไทย มาไว้ทีเดียว ซึ่งมาแทนห้องอาหารรามยณะเดิม, สินค้าสไตล์ไทยๆ ซื้อกลับบ้านเป็นที่ระลึก และ ร้านอาหาร รวมไปถึงโรงละครอักษรา และมีส่วนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เลาจ์บริการสมาชิก หายไปไหน ?

สำหรับ King Power Lounge นั้น ยังอยู่ชั้น 2 เหมือนเดิม แต่ย้ายตำแหน่ง และเราจะเดินตรงๆ จากชั้น 2 ไปไม่ได้ เพราะติดส่วนที่ยังปรับปรุงไม่เสร็จ ดังนั้น จะเดินเข้าเลาจ์ ต้องใช้บันไดเลื่อน จากชั้น 1 ขึ้นไป หรือลิฟต์ ส่วนด้านหน้า เพื่อไปยังเลาจ์

คร่าวๆ แค่นี้ก่อน ไว้ขอเวลา แนะนำทุกชั้นอย่างละเอียดอีกที